(เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคบลอดเวน)
****
(/ลุกขึ้นมาจากไหดอง)
...
แต่งเสร็จจนได้....ไม่สิ ที่จริงแต่งเสร็จมาสองสามวันแล้ว แต่ลองอ่านทวนแล้วแก้ดูเพราะกลัวอ่านกันไม่รู้เรื่อง
(อ่านะ ที่จริงถ้าคนแต่งมันจะแต่งไม่รู้เรื่อง แก้ให้ตายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก /นอนอืดแบบคนปลงชีวิต)
"orz
...
เอาเป็นว่า ก็ต้องขอโทษด้วยนะฮะ ถ้าเกิดอ่านแล้วงงกัน ตอนนี้หมึกก็งงๆกับชีวิตของตัวเองเหมือนกัน TTATT
(ขณะนี้หมึกยักษ์มีส่วนประกอบเป็น สติ เพียง 0.00001% ......น้อยเสียยิ่งกว่าน้ำผลไม้เจือจางอีก )
เป็นตอนที่โคฯกับ [BT] Shadow of the Night ของ เอเซน นะฮะ
****
[Vague day]
ปลายนิ้วเรียวไล่ไปตามคีย์สีขาวบริสุทธิ์บนแกรนด์เปียโนสีดำเงา ในห้องนั่งเล่นที่คนในครอบครัวต่างนั่งกันอยู่บนโซฟาอย่างพร้อมหน้า
…Nocturne in E-flat major Op.9 No.2….
เสียงดนตรีลอยไปกับอากาศในห้อง ทั้งๆที่เป็นบทเพลงที่มีความเศร้าสร้อยเจือปนอยู่ แต่ในใจของเขากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
เด็กแฝดเริ่มย้ายที่ จากการนั่งนิ่งๆอยู่ที่โซฟามาเป็นข้างๆเก้าอี้เปียโนที่เขานั่งอยู่
อาซินกับอาซือชอบเพลงนี้เป็นพิเศษ ทุกครั้งที่เขาเล่นเพลงนี้ เด็กทั้งคู่จึงมักอยู่ไม่สุข ชอบเดินมายืนอยู่ใกล้ๆเปียโนเรื่อย บางทีก็มานั่งพิงขาเปียโน ยิ้มแก้มปริ แล้วส่งเสียงหัวเราะหรือฮัมเพลงคลอตามเสียงเปียโนเบาๆ
ทั้งสัมผัสของนิ้วบนคีย์เปียโน ทั้งเสียงดนตรีที่ดังติดหู ทุกสิ่งดูจะเด่นชัดแม้เขาจะลืมตาตื่นขึ้นมาและพบแต่เพียงความว่างเปล่าก็ตามที
...เด่นชัด...
....จนอยากให้มันเป็นความจริง....
ทั้งอบอุ่น และชวนให้สุขใจ
แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าไม่ได้เป็นเพียงความฝัน
ในความฝัน ที่มักไม่รู้ตัวว่าเป็นความฝัน ความทรงจำดีๆในอดีตหวนกลับมาให้หัวใจพองโต แต่เมื่อต้องตื่นขึ้นมาเจอกับความเป็นจริง ความสุขในอดีตกลับซ้ำเติมความทุกข์ในปัจจุบัน
ความสุขในความฝัน ที่ตอกย้ำ ความเศร้าในความจริง
ยากเกินจะตัดสิน
ว่าเป็นฝันดี....
หรือว่าฝันร้าย?
….
…
แดดในตอนเช้านั้นไม่แรงนัก แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะกางร่มเหมือนทุกครั้ง
เขาเดินไปตามทาง จนถึงอพาทเมนต์ของเกล แม็คอาแวร์ ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เขามักจะเดินเลี้ยวขวาไปทางลานกว้าง วันนี้เขาหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ทางแยก ก่อนจะเดินเลี้ยวไปทางซ้าย
ตั้งใจว่าจะเดินไปทางทุ่งดอกไม้หรือไม่ก็อาจจะเดินเลยไปถึงโบสถ์ หากเป็นที่นั่นคงทำให้จิตใจของเขาสงบลง
....
ขาที่ก้าวเดินอย่างช้าๆหยุดลงกะทันหัน เสียงที่แสนคุ้นเคยดังลอยมากับสายลม
ทั้งๆที่ไม่ใช่ในความฝัน
หูเงี่ยฟังเสียงดนตรี ภาพความฝันเริ่มซ้อนทับกับความเป็นจริง ราวกับตนเองได้เห็นตอนต่อของความฝัน ต่างกันที่คนบรรเลงไม่ใช่เขา...
แล้วเป็นใครกัน?
ดวงตาเรียวมองไปยังที่ๆคิดว่าน่าจะเป็นต้นเสียง ขาที่ก้าวเดินไปหาช่วยให้เขาได้ยินเสียงเพลงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น
Brown sucre
บาร์ที่หลี่เฟยเคยชวนกั๊วะหมิงมาเมื่อตอนวันวาเลนไทน์ แต่ชายหนุ่มตอบเลี่ยงไป เพราะเขาไม่นิยมชมชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นัก
เขาไม่เคยมาที่นี่เลย....
เสียงดนตรีที่อ่อนหวานระคนเศร้า และเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ
แต่แล้ว...ราวกับต้องการปลุกให้ตื่นจากฝัน เสียงดนตรีที่เคยบรรเลงได้อย่างลื่นไหลกลับเริ่มสะดุด บทเพลงถูกเล่นซ้ำไปมา ไร้ที่ไปต่อ
...
หากเป็นเวลาอื่น ตัวเขาคงเลือกที่จะเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่ในตอนนี้...ในตอนที่เขาต้องการความฝันมาหล่อเลี้ยงหัวใจ
อย่างน้อยก็อยากที่จะฟังให้จบ....
ทำนองที่เคยคงที่เริ่มถูกชะลอลง พร้อมกันกับที่เขาเร่งฝีเท้าของตนและเดินเข้าไปในร้านที่ประตูถูกเปิดทิ้งเอาไว้เพื่อรับลม
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้าน เขามองเห็นร่างของผู้ที่กำลังบรรเลงเพลงนั่งหันหลังให้กับเขา นิ่งไปครู่เพราะไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากออกไปว่าอะไร
.....ควรจะขอโทษที่ตนเองมาขัดจังหวะก่อนไหม?....
ท่วงทำนองเพลงช้าลงเรื่อยๆจนเกือบจะหยุดลง....
"...เอ่อ...ตรงนั้นไปคอร์ดเอฟเซเว่นน่ะครับ..."
พูดออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว แต่ผู้บรรเลงก็หาได้สะดุดมือลง กลับกันดนตรีที่เคยสับสนไร้ที่ไปเริ่มดำเนินต่อจนจบ ก่อนที่ผู้เล่นหันกลับมามองเขาที่เดินเข้ามาในร้านโดยพลการ
เธอเป็นเด็กสาว...ที่มองมาด้วยสายตาตกตะลึง
....หรือเธอจะตกใจที่จู่ๆก็มีคนแปลกหน้าเดินเข้ามา?
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น...มันก็ดูจะเป็นการตกใจที่ช้าเกินไปหน่อย...
ชายหนุ่มพยายามที่จะไม่นึกติดใจกับสายตาที่เธอมองมา เพราะตอนนี้เขาอยากให้ความสำคัญกับเสียงเพลงที่ยังคงดังติดหูเขาอยู่มากกว่า
"....ชอบ..เพลงนี้หรือครับ" เขาถามด้วยเสียงที่แม้จะไม่ดังนักแต่ก็ช่วยทำลายความเงียบของบรรยากาศโดยรอบ
"เคยเล่น...เมื่อ..นานมาแล้ว" เธอตอบ
กั๊วะหมิงหลับตาลง นึกถึงภาพครอบครัวของเขาที่กำลังนั่งฟังเพลงนี้ซึ่งเขาเป็นคนเล่น รอยยิ้มของครอบครัว...
"...เป็นเพลงที่ดีนะครับ..."
....เป็นเพลงที่เก็บเรื่องราวดีๆในความทรงจำของเขาเอาไว้
"คุณ...กั๊วะหมิงใช่ไหมคะ"
ชื่อของตัวเองที่ไม่คาดคิดว่าจะปรากฏขึ้นมาในบทสนทนา ชายหนุ่มชะงักนิ่งไปครู่ ความตระหนกก่อตัวขึ้นในใจ ก่อนจะคิดในแง่ดี เธอคงแค่เคยได้ยินชื่อของเขามาจากคนในเมือง
...คนในเมืองที่รู้จักชื่อเขา มีไม่มาก แต่ใช่ว่าไม่มี
เขาตัดสินใจที่จะตอบรับกลับไปสั้นๆ
"เคยดูคอนเสิร์ตของคุณ เมื่อสามปีก่อน"
....
จนในคำพูด ในหัวนั้นว่างเปล่า
เขาคิดผิด
สีหน้าที่แสดงอาการตกใจของเธอในตอนแรก ไม่ใช่เพราะมีคนแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จักเดินเข้ามาในร้าน
...เธอตกใจ....เพราะคนที่เดินเข้ามาเป็นเขา
….
…สามปีก่อน...
ในตอนที่เขาไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ปารีส
จนตอนนี้เขาก็ยังสงสัยว่าทำไม....
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาในห้องเรียนของเขาและบอกว่าจะให้เขาเล่นเปียโนในคอนเสิร์ตที่มีฝ่ายนั้นเป็นคอนดักเตอร์ แถมยังบอกอีกว่าออกปากขอผู้จัดงานให้เปลี่ยนตัวนักเปียโนเป็นเขาไปเรียบร้อยแล้ว ห้ามไม่ให้เขาปฏิเสธ
คอนเสิร์ตครั้งแรกเริ่มที่นั่น หลังจากนั้นตัวเขาก็ยังถูกลากไปแสดงอีกหลายที่ ทั้งๆที่มีเรียน จนปีถัดมาที่ได้ย้อนกลับมาแสดงที่ปารีสอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงราวๆหนึ่งเดือนก่อนที่เขาจะเรียนจบ
ก็พอจำได้ว่ามีคนมาดูเยอะ....
...
ทำไมกันนะ?
ทั้งๆที่อุตส่าห์หนีมาถึงนี่แล้วแท้ๆ....
...
ทั้งๆที่คิดว่าถ้าเป็นที่นี่คงไม่มีใครรู้จักเขา
...
ทั้งๆที่คิดว่าไม่อยากให้ใครรู้จักและจำเขาได้
....
"....ครับ..." เขาตอบ หลังจากที่ตัวเขาเงียบไปนาน
"เป็นคอนเสิร์ตที่ดีมาก ไม่คิดว่าจะได้มาเจอคุณที่นี่" เธอเอ่ยชม แต่เขากลับไม่ดีใจ
ได้แต่ตอบขอบคุณไปตามมารยาท
....
...ไม่อยากให้ใครรู้..
..อย่างน้อยก็ตอนนี้...
.....
"..คุณ...."
"เอเซน"
"...คุณเอเซน...." ทวนชื่อซ้ำให้แน่ใจ "ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่เรื่องของผม นอกจากคุณแล้ว..."
ใครคนอื่น....
"ไม่น่าจะมีใครรู้นะคะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงคุณเลย"
คำตอบที่ได้รับทำให้โล่งใจขึ้น ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่อย่างนั้นที่เขาดั้นด้นมาถึงเมืองที่สงบสุขและห่างไกลเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร
"...ผม..." หยุดนิ่งไปครู่ เรียบเรียงคำพูดในหัว
"...ได้โปรดอย่าบอกเรื่องของผมให้ใครทราบได้ไหมครับ...." เอ่ยปากขอร้องออกไป
....
...ไม่อยากให้ใครรู้..
..อย่างน้อยก็ขอเวลาให้เขาอีกหน่อย....
....
"ได้สิคะ"
เธอตอบตกลงแทบจะในทันทีที่เขาพูดจบ และความเงียบก็เริ่มโรยตัวปกคลุมบรรยากาศโดยรอบอีกครั้ง ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ในขณะเดียวกันก็นึกพะวงกลัวเรื่องที่อีกฝ่ายอาจจะพูด สุดท้ายจึงเลือกที่จะกล่าวลา
"....ถ้าอย่างไร...ผมขอตัวก่อนนะครับ"
"ค่ะ ขอบคุณมากที่..." เธอพูด แต่ไม่จบ นิ่งเงียบไปไม่พูดต่อ ตัวเขาเองก็ไม่อยากสาวความจึงผงกศีรษะรับ และเดินออกมา
หลังจากที่ออกมาจากร้านนั้น ชายหนุ่มเดินไปเรื่อยตามทาง ข้ามสะพาน เกือบจะคงเป้าหมายเดิมเอาไว้ แค่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย เมื่อถึงที่หมาย เขาหยุดยืนมองโบสถ์ประจำเมืองเพียงครู่ ก่อนจะผินหน้าไปมองสุสานที่อยู่ข้างๆ
ดวงตาเรียวเหม่อมองป้ายหลุมศพที่เรียงกันอยู่ บางป้ายมีช่อดอกไม้วางประดับ บางป้ายว่างเปล่าไร้คนเยี่ยมเยียน
….ไร้คนเยี่ยมเยียน....
นึกถึงคำนี้แล้วก็ไพล่นึกไปถึงหลุมศพของผู้เป็นป้าที่ประเทศจีน หลุมศพที่เขาไม่เคยไปเยี่ยมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
…
....ทั้งๆที่เป็นเขา ที่ควรไปมากกว่าใคร
….
ขาทั้งสองข้างพาให้เดินเข้าไปในเขตสุสาน ผ่านป้ายหินสลักชื่อผู้ที่หลับใหลอยู่ หยุดยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ สายลมเย็นพัดโชยมา ผิดกับแสงแดดที่แรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้าย เขาหยุดยืนอยู่หน้าหลุมศพที่อยู่ในสุด แผ่นป้ายมีรอยแตกร้าวเล็กน้อย และฝุ่นที่ติดอยู่บางๆ เขาย่อตัวลงคุกเข่า มองชื่อที่เขาไม่รู้จักซึ่งสลักอยู่บนป้าย
….
วันนี้...เขาได้พบกับคนที่เคยเห็นการแสดงของเขา
คนที่เอ่ยชมการแสดงของเขา
นั่นควรจะเป็นกำลังใจให้กับเขา
กำลังใจที่จะผลักดันเขาให้เดินไปข้างหน้า
นั่นเป็นเรื่องที่ดี....?
....
วันนี้...เขาได้พบกับคนที่เคยเห็นการแสดงของเขา
คนที่รู้จักเขาในอดีต
แต่เขามาที่นี่เพื่อหนีจากคนเหล่านั้น
หนีจากคนที่อาจจะผลักเขาให้ถอยหลัง
นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ดี....?
…..
แต่เธอสัญญาว่าจะไม่บอกใคร...
จะไม่มีใครคนอื่นรู้....
......
ยากเกินจะตัดสิน
ว่าเป็นวันที่ดี....
หรือว่าไม่ดี?
....
..
เขามองป้ายหินตรงหน้า ในหัวว่างเปล่า เหม่อลอยอยู่อย่างนั้น มือข้างซ้ายยกขึ้น ไม่ได้สูงจนถึงระดับสายตา แต่เป็นใบหน้าของเขาที่ก้มลงมองมือที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผล
ไม่เข้าใจ....
ว่าทำไมสิ่งที่เขาเสียไปถึงต้องเป็นสิ่งนี้
กับมือที่ไม่รู้ว่าจะหายหรือไม่
.....
แล้วถึงหาย..
เขาต้องใช้เวลากี่ปี?
......
….
ทำไมถึงต้องให้เขาอยู่กับความกังวลใจในอนาคตที่ไม่แน่นอน
เสียสิ่งนี้ไป เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนตัวเองได้ตายไปแล้ว…
……
ถึงจะเหมือนว่าตายไปแล้ว แต่ความจริงตัวเขานั้นยังมีชีวิตอยู่
…
….
……
….
และหากยังมีชีวิตอยู่....ก็ยังต้องก้าวต่อไป อดีตอาจเจ็บปวด อนาคตอาจดูมืดมน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีวันมองเห็นมัน
สักวันเมฆหมอกที่บดบังเส้นทางอาจเลือนหาย...
......
....
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนยังไม่แน่นอน
....
****
ตามชื่อเลย Vague = คลุมเครือ
คลุมเครือสิ้นดี! อ่านแล้วไม่ได้รู้แจ้งอะไรขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยยยย!!!!
...
"orz
ใครทีี่่่อ่านแล้วอาจจะพบว่ามีบางช่วงที่มันดูคล้ายๆตอนของเอเซน แล้วก็มีท่อนที่ก๊อปแปะด้วย (เลวได้โล่ห์=w=) เพราะเป็นตอนที่โคฯกัน ก็เลยอยากให้มีบางช่วงที่มันดูเชื่อมกันก็เลยแต่งเป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะฮะว่าทำแบบนี้แล้วมันดีหรือเปล่า..
...แต่ก็ทำไปแล้วอ่ะ....
(/ทรุด)
เอาเป็นว่า ดีใจมากๆเลยฮะที่อาหมิงได้พบกับเอเซนแล้ว และหวังว่าหลังจากนี้จะให้ได้เจอได้พูดคุยกันอีกนะฮะ =w=
หมึกยักษ์
ป.ล. เอนทรี่ถัดไป (น่าจะ) เป็น tag สูท ของพี่เล้ง...(น่าจะนะ น่าจะ...TT^TT)
ป.ล.2 สวิตรน่ารักมาก =//3//=
Nocturne in E-flat major, op.9 no.2 - Frederic Francois Chopin